นับจากวันประชุมผู้นำอาเซียนเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว และมีการออกฉันทามติ 5 ข้อ เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ในพม่า แต่จนบัดนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

โอกาสของกลุ่มอาเซียนในการแก้ไขวิกฤติพม่าได้ปิดลงแล้วอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศบรูไนคนที่สองและเลขาธิการอาเซียนเดินทางเยือนพม่าเพื่อพบกับ มิน อ่อง หล่าย แล้วกลับออกมามือเปล่า
ข้อวิจารณ์คือ ตัวแทนของบรูไนกลับทำตัวเป็นผู้แทนอาเซียน ไม่ตระหนักว่าการเป็นประธานอาเซียนนั้นไม่ใช่ได้รับอภิสิทธิ์ให้ทำอะไรตามใจชอบ หรือเอานโยบายของประเทศตัวเองไปเป็นนโยบายของอาเซียน

ถึงวันนี้ ผ่านไปแล้ว 2 เดือนเต็มนับแต่ผู้นำกลุ่มอาเซียนร่วมประชุมกันที่กรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซีย และออกฉันทามติ 5 ข้อเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองในพม่าที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย แต่จนบัดนี้ยังไม่สามารถดำเนินการอะไรได้สักข้อเดียว

หน้าต่างแห่งโอกาสของกลุ่มอาเซียนในการแก้ไขวิกฤติพม่าได้ปิดลงแล้วอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศบรูไนคนที่สอง ดาโต๊ะ เอรีวาน ยูซูฟ (Dato Erywan Pehin Yusof) และเลขาธิการอาเซียน ลิม จ๊อก ฮอย (Lim Jock Hoi) ซึ่งเป็นชาวบรูไนเช่นกัน เดินทางเยือนพม่าเพื่อพบกับ มิน อ่อง หล่าย แล้วกลับออกมามือเปล่า

ความจริงแล้ว ก่อนไปพม่า ชาวบรูไนทั้งสองซึ่งทำหน้าที่ประธานและเลขาธิการใหญ่กลุ่มอาเซียน วางแผนแวะพักเครื่องที่สิงคโปร์หรือไม่ก็กรุงเทพฯ เพื่อจะได้มีโอกาสหารือท่าทีครั้งสุดท้ายกับรัฐมนตรีอาเซียนจากไทยหรือสิงคโปร์ ก่อนเผชิญหน้ากับ มิน อ่อง หล่าย แต่กลับเปลี่ยนแผนบินตรงไปเนปิดอว์ ที่แย่กว่านั้นคือ ประธานอาเซียนไม่ได้บอกกล่าวสมาชิกว่าจะไปพม่า ก่อนที่จะไปร่วมประชุมกับรัฐมนตรีต่างประเทศจีน ที่ฉงชิ่ง

ตามฉันทามติ 5 ข้อนั้น ผู้ไปเยือนพม่าจะต้องเป็นผู้แทนพิเศษอาเซียน ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่มีบุคคลหรือคณะบุคคลใดที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนพิเศษที่ว่านั้นเลย

แทนที่จะทำงานที่ต้องทำ ดาโต๊ะ เอรีวาน ยูซูฟ กลับทำตัวเป็นผู้แทนอาเซียนเสียเอง แถมยังเตรียมออกแถลงการณ์รับรองฐานะของสภาบริหารแห่งรัฐว่าเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของพม่าเสียอีก โชคดีที่ตอนหลังเปลี่ยนใจฉีกร่างแถลงการณ์นี้ทิ้งไปเสีย ไม่เช่นนั้นอาเซียนคงหมดงานทำ เพราะสมาชิกอาเซียนทั้งมวลก็ยังไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะยอมรับการรัฐประหารของ มิน อ่อง หล่าย

ดาโต๊ะ เอรีวาน ยูซูฟ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคนที่สอง เปรียบไปแล้วก็เหมือนกับรัฐมนตรีช่วย คนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ ตัวจริงคือ สุลต่าน ฮัสซานัล โบลเกียห์ (Hassanal Bolkiah) แต่ด้วยความที่บรูไนปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สุลต่าน ฮัสซานัล โบลเกียห์ เป็นทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีคลัง และรัฐมนตรีต่างประเทศ ครั้นทำเองทุกเรื่องคงไม่ไหว ระยะหลังๆ ก็เลยให้ รัฐมนตรีคนที่สองทำงานแทน

และผลก็เป็นอย่างที่เห็น เพราะ ดาโต๊ะ เอรีวาน ยูซูฟ อ่อนเชิงการทูตอย่างมาก ไม่ตระหนักว่าการเป็นประธานอาเซียนนั้นไม่ได้รับอภิสิทธิ์ให้ทำอะไรตามใจชอบ หรือเอานโยบายของประเทศตัวเองไปเป็นนโยบายของอาเซียน

เมื่อออกจากเนปิดอว์มือเปล่า ไปถึงฉงชิ่งก็ไม่มีอะไรจะบอกกับที่ประชุมอาเซียน-จีน ที่ประชุมนั้นก็เลยไม่มีอะไรออกมาเหมือนกัน

หวัง ยี่ (Wang Yi) รัฐมนตรีต่างประเทศจีนทำได้แค่สรุปรวบยอดว่า อาเซียนและจีนมีจุดยืนหลักๆ ร่วมกันว่าอยากจะเห็นสถานการณ์ในพม่าคลี่คลายโดยสันติ แต่จะทำอะไรอย่างไรนั้นก็ยังไม่สามารถกำหนดท่าทีอะไรร่วมกันได้

คำพูดที่ว่าอาเซียนขาดเอกภาพนั้นก็ไม่ใช่ความลับแต่อย่างใด แต่ปกติมักถูกกลบเกลื่อนประนีประนอมจนสามารถแสดงจุดยืนและท่าทีร่วมกันได้ในเรื่องสำคัญๆ เฉพาะอย่างยิ่งในเวทีระดับโลกอย่างที่สหประชาชาติ

แต่กลุ่มอาเซียนได้แสดงความแตกแยกในระดับที่ทำให้เสียงานใหญ่ที่นิวยอร์ก เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เมื่อไม่สามารถหาฉันทามติเรื่องสถานการณ์พม่าได้ จนต้องตัดสินกันด้วยการลงมติ ซึ่งผลการลงมติปรากฏว่า 119 จาก 156 ประเทศในที่ประชุมลงมติสนับสนุนญัติให้ประณามการรัฐประหารพม่า และเรียกร้องให้สมาชิกไม่ให้ส่งอาวุธให้ตัตมาดอว์ (Tatmadaw) ใช้สังหารประชาชนอีกต่อไป มี 36 ประเทศงดออกเสียง ซึ่งก็รวม 4 ประเทศสมาชิกอาเซียนนำโดยประธานบรูไน กัมพูชา ลาว และที่น่าอับอายคือไทย เพื่อนสนิทของ มิน อ่อง หล่าย ด้วย

ที่จริงมตินี้ของสหประชาชาติค้างคามานาน เพราะอาเซียนนั่นแหละเป็นตัวตั้งตัวตีอยากจะหาฉันทามติโดยไม่ต้องลงคะแนนเสียง แต่สุดท้ายก็อย่างที่เห็น ภายในอาเซียนเองก็ไม่มีเอกภาพ ทั้งๆ ที่สมาชิกส่วนใหญ่สนับสนุนข้อมติ และตัวมติเองก็เป็นประเภทไม่ผูกพัน (non-binding) อีกทั้งกลุ่มอาเซียนก็ไม่ได้เป็นผู้ค้าอาวุธรายใหญ่ การแสดงจุดยืนร่วมไปในทิศทางเดียวกันก็ไม่น่าจะมีปัญหา และผู้แทนพม่าในสหประชาชาตินั้นพร้อมจะลงมติประณามกองทัพพม่าอยู่แล้ว เพราะประกาศตัวไม่ยอมรับรัฐประหารตั้งแต่ต้น เมื่อท่าทีออกมาเป็นแบบนี้ อาเซียนเองก็เสียเครดิตระหว่างประเทศ จะยังทำตัวเป็นหัวเรือใหญ่ประสานงานแก้ไขวิกฤติพม่าได้อย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้น แรงกดดันเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศตะวันตกที่เคยถาโถมใส่พม่าก็เริ่มเอนเอียงมาทางกลุ่มอาเซียนบ้างแล้ว เพราะกลุ่มนี้เริ่มทำตัวเป็นผู้ปกป้องรัฐบาลทหารพม่ามากกว่าช่วยหาทางแก้ไขปัญหา

มีรายงานว่า คริสตีน ชราเนอร์ เบอร์เกอร์เนอร์ (Christine Schraner Burgener) ผู้แทนพิเศษเลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ ที่วอชิงตันเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน เพื่อร่วมกันออกแรงกดดันให้อาเซียนบังคับใช้ฉันทามติ 5 ข้อของตัวเองให้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

เกือบ 6 เดือนแล้วนับแต่รัฐประหาร 2 เดือนเต็มนับแต่อาเซียนมีมาตรการแก้ไขปัญหา ประชาชนชาวพม่าเกือบ 900 คนถูกสังหาร ชัดแจ้งว่าเป็นฝีมือทหาร และความรุนแรงได้ขยายวงกว้างออกไป ประชาชนจำนวนมากเริ่มจับอาวุธขึ้นสู้กลับ เจ้าหน้าที่รัฐทั้งทหารและพลเรือนที่ปฏิบัติหน้าที่ให้กับรัฐบาลทหารตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มติดอาวุธ สงครามกลางเมืองหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว